เนื้อหาบางส่วนในบล็อกนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม โรงเรียนลูกบาศก์ ท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ บล็อกหลักของโรงเรียน
มีสต็อกไว้แค่สามตอน หลังจากนี้คงจะเริ่มดองอีกแล้วล่ะ...แอ๊ฟฟฟ //โดนเหยียบบบบ
คราวก่อน รู้สึกว่าพยายามจะแท็บแล้วไม่เวิร์กเลย ไม่จัดหน้าดีกว่า (อ้าว)
 
คำเตือน : ตัวละคร ฉาก และอะไรก็ตามในเรื่องนี้เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น หากไปพาดพิงถึงใครเข้าก็ขออภัยมา ณ ที่นี้
คำเตือน2 : นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายตลกร้ายเสียดสีสังคม ...ติ่ง จริงๆ นะ เชื่อกันหน่อยสิ?
 
 
-----------
 
อา ใช่แล้ว เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นแบบนั้นแหละ... เริ่มต้นอย่างธรรมดาสามัญ แล้วค่อยๆ ขมวดปมไปยังจุดสูงสุดของเรื่อง จากนั้นก็หักมุมโดยแรงจนคนอ่านช็อกค้าง ร้องเฮ้ยด้วยความคาดไม่ถึง แล้วพลิกหน้าหนังสือกลับไปยังเหตุการณ์แรกสุดเพื่อเก็บรายละเอียดที่พลาดไป...ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ

รู้สึกตัวอีกที ฉากที่ฉันยืนอยู่ก็เปลี่ยนไป ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำรหัส #000000 และมีเค้าโครงวาดเป็นบ้านพิมพ์นิยมแบบที่เด็กประถมจะพึงวาดส่งครูในคาบศิลปะ แบบที่มีสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ปล่องไฟ(ใช่! ปล่องไฟ จะบ้าตาย) หน้าต่างและประตู ฉากแบบนี้ไม่มีดีกว่ามั้ย ขอบคุณสายตาของฉันที่ยังเห็นฉากหลังโล่งๆ ไม่มีภูเขาสองลูกกับพระอาทิตย์ ไม่งั้นฉันจะ...จะอะไรดีล่ะ อาจเลือดออกทวารทั้งเก้าตายเพราะความเครียดไปตรงนี้เลยก็ได้ใครจะรู้

ฉากห้องนอนกระชากฉันเข้าไป ยายนางเอกนอนเขลงอยู่บนก้อนสี่เหลี่ยมเขียนว่าเตียง ในห้องว่างเปล่าประกอบด้วยผนังสี่เส้น ฉันแทบจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกแมวถูกทิ้งอยู่ในกล่องอย่างไรอย่างนั้น เด็กสาวเปลี่ยนท่าเป็นนอนคว่ำ เริ่มต้นเขียนไดอารี่ด้วยการคิดในใจออกมาดังๆ

'หลังจากถูกไล่ออกจากโรงเรียนเก่ากลางเทอมเพราะไปตบกับเด็กมอหก ฉันก็ได้ไปโรงเรียนใหม่แล้วล่ะ! น่าโมโหจริงๆ ตอนนั้นฉันไม่ผิดเสียหน่อย ก็ยัยนั่นมาท้าฉันตบก่อนเพราะฉันสวยกว่าเองนี่นา แม่ก็เลยจับฉันย้ายมาที่โรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ค่าเทอมแพงเวอร์ ทุกคนสนใจฉันใหญ่เลยเพราะฉันย้ายมากะทันหัน แถมฉันได้เพื่อนใหม่แล้วด้วย สี่คนแน่ะ! น่ารักทั้งนั้น แต่ไม่มีใครน่ารักเท่าฉันอยู่แล้วล่ะ ฮิๆ ว่าแต่โรงเรียนนี้ไม่มีผู้ชายหล่อๆ บ้างหรือไงน้า'

เอ่อ ถ้าเด็กสมัยนี้จะวิจารณญาณต่ำเตี้ยเรี่ยท้องปลาอานนท์[1]ขนาดนี้ ถ้าเด็กมอหกจะไม่เตรียมเอนท์ ถ้าเด็กมอสี่จะเต๊ะท่าหลงตัวเองส่องผู้ชายไปวันๆ ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วล่ะค่ะ โตขึ้นจะสมองล่อง[2]หนีออกนอกประเทศก็คงไม่เวิร์ก ว่าแต่คนอย่างฉันจะได้เป็นมันสมองกับเขาหรือเปล่าเถอะ

เกิดการตัดฉาก ฉันถูกดึงกลับออกไปที่ฉากถนน กะพริบตาครั้งหนึ่งท้องฟ้าก็กลับมาเป็นสีฟ้าน่าเกลียดนั่นอีกหน แค่มองก็รู้สึกว่าตัวเองหน้ามืดไปเป็นครู่ พอปรับสายตาได้ ก็เห็นเด็กหญิงของกิน (ที่อาจเป็นนางสาวแล้ว แต่ฉันไม่สน) วิ่งทั่กๆ ออกมาจากบ้านหน้าตาประหลาดนั่น ชนฉันจนเซไปสองก้าวโดยไม่ตั้งใจและกรีดเสียงผ่านขนมปังในปากว่า "สายแล้วๆๆๆ"
 
อืม เยี่ยม อลิซอินวันเดอร์แลนด์ภาคนี้แคสนักแสดงได้แย่เป็นบ้า รวมถึงอลิซด้วย ถ้านั่นคือฉันน่ะนะ ฉันมองตามกระติ่ง...กระต่าย...เอาเป็นว่าเจ้าหล่อนไป กำลังชั่งใจระหว่างเดินตามกับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วหาทางเผาโลกนี้ทิ้งซะ ก็พอดีกับที่เด็กสาววิ่งไปได้สักร้อยเมตร แล้วฉาก 'โรงเรียน' ฉากเดิมก็ปรากฏขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ จากความไม่มี

ฉันอยากกรี๊ดค่ะ อยากสบถด้วย แต่คำสบถที่ดีต้องมีที่มาที่ไป อืม ฉันเคยอ่านเจอในบล็อกหนึ่ง[3]ว่าเวลาอยากด่าใครว่าหอยหลอด ให้เปลี่ยนเป็นด่าว่า abalone(หอยเป๋าฮื้อ) แทน เพราะหอยเป๋าฮื้อมีอวัยวะขับถ่ายห้ารู... ค่ะ เป๋าฮื้อ เป๋าฮื้อเป๋าฮื้อเป๋าฮื้อเป๋าฮื้อเป๋าฮื้อเป๋าฮื้อเป๋าฮื้อเป๋าฮื้อ ฉันพูดทั้งหมดเก้าครั้งนะคะ

ตอนนี้ เด็กหญิงนางเอกชื่อยาวมากกำลังพยายามปีนรั้วโรงเรียน (ที่จริงๆ แล้วเป็นสี่เหลี่ยมสีขาวยาวๆ แนวตั้ง) อย่างไม่กลัวตกลงมาคอหักตาย แน่นอนว่าความพยายามของเจ้าหล่อนไร้ผล ฉันมองไปทางอื่น ไม่อยากเห็นลิงสก๊อย...อุ๊บส์... เอาใหม่ ฉันมองไปทางอื่นตามมารยาทอันพึงควรที่จะไม่มองกางเกงในของสุภาพสตรี หวังว่าวันหน้าวันหลังหล่อนจะมีสติพึงรู้ว่ามีคนประดิษฐ์ไอ้สิ่งที่เรียกว่ากางเกงซับในมานานแล้ว[4]

แล้วสายตาของฉันก็ไปปะทะเข้ากับร่างเบลอๆ อีกร่างหนึ่งในชุดนักเรียนชายพอดี ฉันมองเด็กคนนั้น พยายามเก็บรายละเอียดเท่าที่บทบรรยายจะอำนวย เด็กผู้ชายคนนี้ก็ถูกเคลือบด้วยฟังก์ชั่นเบลอเหมือนกัน ผมทรงรากไทรตามสมัยแต่เหมือนตกสำรวจรักษาดินแดน สวมหน้ากากกระดาษเป็นหน้าของดาราชายกำลังยักยิ้มมุมปากอย่างควรจะหล่อ แต่ที่ตามีแถบดำคาดไว้ ดูโดดเด่นขึ้นมาด้วยลูกศรตัวโตเท่าหม้อแกงกำกับไว้ว่า "พระเอก" มองๆ ไปแล้วฉันก็นึกถึงรูปผู้ต้องหาในพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์

จากการคาดคะเนของฉัน มีทางเลือกดังต่อไปนี้
- นางเอกถูกพระเอกมองกางเกงในและแซวจนพลาดตกลงมาจากกำแพง พระเอกรับไว้ได้พอดี
ทางแก้ไข - นางเอกควรหัดใส่กางเกงซับในเสียบ้าง หรือจะให้ดีกว่านั้น อย่าปีนกำแพง
- พระเอกดันก้นนางเอกขึ้นไปบนกำแพง ตัวเองตามขึ้นไป โดดลงไปก่อนแล้วก็โดนนางเอกหล่นทับ จูบกันตามสูตรสำเร็จที่ไม่รู้ใครคิด
ทางแก้ไข - นางเอกควรถีบหน้าพระเอกมันตรงนั้น หรือไม่คนเขียนก็ควรจะรู้ว่าการเอาฟันกระแทกฟันมันควรจะเจ็บและเรียกว่าทำร้ายร่างกายทางอ้อม
 
แต่เอาละ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งสองเหตุการณ์จะจบลงด้วยเสียงโวยวายของฝ่ายหญิง เรียกร้องให้รับผิดชอบ ด่าอีกฝ่ายว่าอีตาบ้าหื่นกามหรืออะไรก็ว่าไป ถ้าอยากให้เหตุการณ์รวบรัดกว่านั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะบอกให้อีกฝ่ายมาเป็นแฟนเพื่อ 'รับผิดชอบ' เสียเลย แล้วฉันก็รู้สึกว่าไอ้อะไรก็ตามทั้งหมดนี่มันคลิเช่[5]แถมยังดูถูกเพศหญิงเป็นบ้า เฟมินิสต์ไม่ปลื้ม

ฉันถอนใจ เดินเข้าประตูหน้าไปอย่างไม่เร่งรีบ อาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าประตูมองผ่านฉันไปเหมือนไม่มีตัวตน ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นสสารล่องหนสำหรับที่นี่ ไม่จำเป็นต้องสนใจว่าคู่พระนางงัดลูกไม้ไหนมาต่อปากต่อคำ มันก็หนีไม่พ้นมุกเดิมๆ ทั้งกะปีนั่นแหละ เหล่านางเอกควรจะรู้ได้แล้วว่าถ้าเจอกับคนที่ตัวเองคิดว่าเป็นไอ้หื่น สิ่งที่ควรทำคือเตะผ่าหมากมันแล้วกรี๊ดดังๆ ให้ฝ่ายปกครองมาลากเข้าห้องเย็น ...ไม่สิ ที่จริงเหล่านางเอกควรจะรู้ได้แล้วว่ากำแพงมีไว้กันเด็กปีนและหัวไม่ได้มีไว้กั้นหู...

ขอโทษค่ะ ฉันพยายามจะแจ่มใสแล้ว แต่มันไม่ไหวจริงๆ ฉันหมายถึงอารมณ์ของฉันน่ะค่ะ
 
ฉากแล่นผ่านฉันไปอีกครั้ง หนนี้บังคับให้ฉันอยู่ในห้องเรียนที่มีโต๊ะเรียนเพียงหกตัว ฉันยืนพิงผนังฉาก สำรวจตัวเอง รู้สึกดีใจแปลกๆ ที่วันนี้แต่งชุดนักศึกษา มันเหมาะกับสถานที่ราชการดี แม้ว่ายางยืดกระโปรงพลีทจะรัดหน้าท้องไปนิดและไม่มีกระเป๋าให้พกอะไรติดตัวก็เถอะ (และถ้าอยากรู้มากไปกว่านั้น ฉันใส่เสื้อซับและกางเกงขาสั้นข้างในค่ะ) ...เสื้อคลุมกันแดดของฉันไปไหนเสียนะ ฉันคงถอดมันทิ้งไว้ก่อนจะหลุดเข้ามาที่นี่ นั่นทำให้ฉันไม่มีมือถือไว้เล่นเกมฆ่าเวลาด้วย แย่จริง

ฉันเงยหน้าขึ้น มองกระดานดำที่ว่างเปล่า อาจารย์สอนคณิตศาสตร์กำลังพูดเรื่องเซต ว่าด้วยนิยามของมันและบลา บลา บลา...

ชะ ประเดี๋ยวก่อน เมื่อครู่นี้อาจารย์พูดคำว่า บลา บลา บลา ออกมาจริงๆ เหรอ โอ๊ย ทำความสะอาดเป็ด ถ้าไม่อยากเขียนนักก็เว้นไว้สิยะ!

เอาล่ะ สงบสติอารมณ์ ขอโทษที่โวยวายค่ะ
กลุ่มเด็กผู้หญิงกำลังจับกลุ่มคุยกัน ฉันพยายามเพ่งอยู่พักใหญ่กว่าจะนึกได้ว่านั่นคือกลุ่มนางเอก มันเป็นตลกเฝื่อนเอาการที่เห็นเด็กผู้หญิงห้าคนที่ดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร นั่งเรียงเป็นแถวอยู่กลางห้องเรียนที่ว่างเปล่า นอกจากฉัน อาจารย์ผู้สอนและเด็กพวกนั้นแล้ว ก็มีแค่นายพระเอกนั่งสัปหงกอยู่ที่โต๊ะริมสุดติดหน้าต่าง ตัวอักษรโตเท่าหม้อแกงลอยเด่นขึ้นมาเหมือนกลัวไม่มีคนรู้ นี่ถ้าฉันไม่รู้มาก่อนว่านี่เป็นห้องชั้นมัธยมสี่ ฉันคงคิดว่าเด็กในห้องขนโต๊ะเก้าอี้กลับบ้านไปเตรียมเอนท์กันหมด

บรรยากาศถูกทำให้แข็งค้างไว้ชั่วขณะ ถ้อยคำความคิดของนางเอกลอยขึ้นมาในอากาศ 'อาจารย์แกกำลังพูดเรื่องเซต...อะไรก็ไม่รู้ ฮึ่ย คิดแล้วฉันยังโมโหอีตาบ้านั่นไม่หายเลย นึกว่าเป็นลูกชายนักการเมืองใหญ่แล้วจะทำอะไรก็ได้รึไงยะ ฉันคนนี้แหละจะทำให้นายหน้าแตกจนมาโรงเรียนไม่ได้อีกเลยคอยดู!'
 
อืม อนาคตของชาติจิกหัวเรียกอาจารย์ว่าแก และตามด้วยอะไรไม่รู้สำหรับเรื่องเรียน และมีทายาทนักการเมืองสัปหงกโจ่งแจ้งอยู่ในห้องเรียนด้วยหนึ่งคน ฉันหมดแรงจะสบถแล้วล่ะค่ะ ขอด่ากันอย่างสุภาพชนดีกว่า คือถ้าฉันเป็นเต่า ฉันคงยอมอดตายจนสิ้นกัลป์ดีกว่ากินปทะปรมะ[6]พรรค์นี้เข้าไป...

วงเกลียวแห่งความนิ่งงันคลายออกเหมือนมนตร์เสื่อม เสียงของอาจารย์กลายเป็นเสียงงึมงำจับใจความไม่ได้ นั่นทำให้เสียงพูดคุยจุ๊กจิ๊กดังเด่นขึ้นมาในความเงียบ ฉันก็ว่าจะปิดสวิตช์ต่อมเสือก แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่เสียงของพวกหล่อนจะแหลมลอดเข้ามาในโสตประสาทของฉันเอง

"มันขโมยจูบฉันด้วย อีตาหื่นนั่นมันแย่มากกกกกกก" เด็กหญิงนางเอกลากเสียง ทีนี้ฉันก็รู้แล้วว่าเจ้าหล่อนเลือกทางเลือกที่สอง ว่าแต่หล่อนด่าคนได้แค่นี้จริงๆ เรอะ? หรือเพราะมันเป็นนิยายแบบที่มีไว้ 'ส่งเสริมศีลธรรมอันดีงาม' ของวัยรุ่นไทยโดยเฉพาะทักษะการใช้ภาษา? ถ้างั้นฉันก็ขอโทษทีนะที่สบถไปหลายยกแล้ว รู้สึกผิดจนแทบจะตายอหิวาต์ลงไปตรงนี้เลยล่ะ

อืม ต่อไปนี้ฉันขออนุญาตเรียกเธอว่านางเอก แล้วเรียกบรรดาเพื่อนนางเอกว่าเพื่อนนางเอกเอ บี ซี ดี ตามลำดับได้ไหม ฉันลืมชื่อพวกหล่อนไปแล้วน่ะ เอาเป็นว่าเพื่อนนางเอกทั้งสี่นางก็ทำหน้าที่วี้ดว้ายกระตู้วู้ไปตามประสา ก่อนจะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฟาดหนังสือลงบนโต๊ะตัวที่นายพระเอกนั่นสัปหงกอยู่จนสะดุ้งตื่น แน่นอนว่าถูกไล่ออกไปทำโจทย์ยากๆ ข้อหนึ่ง และฉันทำนายไว้ได้เลยว่ามันต้องถูก อืม หวังว่านายนี่จะยังฉลาดต่อไปได้จนจบเรื่องนะ
 
ฉันเอนหัวพิงผนัง พ่นลมหายใจพรืดขณะมองปาหี่ ระหว่างที่พระเอกออกไปเขียนวิธีทำบนกระดาน นางเอกก็ทำสีหน้าดูถูกและยิ้มเยาะอย่างสะใจ ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักด้วยท่าทีที่(คนเขียนคิดว่า)น่ารักร้ายเดียงสาเสียเต็มประดา ก่อนจะลงมือคุยซุบซิบกับเพื่อนต่อไป

"...แต่ปีเตอร์แพนเขาเก่งนะเธอ เป็นถึงเดือนโรงเรียน แถมยังกวาดท็อปทุกวิชาอีก" เพื่อนนางเอกคนหนึ่งกระซิบเสียงเพ้อ เล่นเอาฉันเกือบเข้าใจผิดว่าพวกหล่อนกำลังคุยเรื่องนิทานเด็ก สาบานทีว่านั่นชื่อคน นายพระเอกนี่มีพี่ชายชื่อสมี ไม่ก็น้องสาวชื่อทิงเกอร์เบลแน่ๆ
 
ฉันทำหน้ารับไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้วในขณะที่นางเอกดูจะไม่แปลกใจกับชื่อพิกลนั่น หล่อนยกมือตีเพื่อนเพียะอย่างหมั่นไส้ก่อนจะถามว่า "ตกลงเขาเป็นใครนะ"
 
เพียงเท่านั้น คำตอบก็ร่ายยาวมาเป็นชุดแทบจะขุดโคตรตระกูลมาตอบ ไล่มาตั้งแต่ชื่อจริง (ษฎาวุฑฒิ วิจิตรสุริยตระกูลพงศ์ ...ขนาดฉันเรียนเอกภาษาไทยยังไม่มั่นใจเลยว่าสะกดชื่อพ่อคุณถูก และมันเกินสิบตัวอักษรอีกแล้วด้วย) พ่อเป็นนักการเมืองชื่อดังไม่ระบุฝักฝ่าย แม่มีเชื้อสายฝรั่งเศสเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทส่งออกที่เกาหลี มีพี่ชายชื่อปิแอร์และน้องชายชื่อเปโตร อืม ปิแอร์คาร์แด็งเป็นยี่ห้อรองเท้า เปโตรกราดเป็นชื่อเดิมของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก...ส่วนปิแอร์ ปีเตอร์และเปโตรเฉยๆ เพื่อนฉันใช้เรียกแมลงสาบ จิ้งจกและแมงมุมตามลำดับ ฉันว่ามันแย่กว่าสมีหรือทิงเกอร์เบลแฮะ

เสียงกริ่งเลิกคาบดึงสติฉันกลับมายังพื้นโลก นายพระเอกเดินตรงมาหานางเอกก่อนจะเอ่ยปากแซว ("ไง ยายกางเกงในสีชมพูสะท้อนแสงลายหมีโคอาล่าเต้นคันหู") เอ่อ มีของแบบนั้นขายอยู่จริงๆ เหรอ? ไม่สิ ปัญหามันอยู่ที่ มีคนซื้อกางเกงในพรรค์นั้นจริงๆ เหรอ? แล้วกริยา เต้นคันหู นี่เป็นคำขยายหมีโคอาล่าหรือคนใส่กันแน่ไม่ทราบ? แล้วทำไมโคอาล่าถึงขาหน้าว่างพอจะทำแบบนั้น?

ฉันถอดแว่นออก ยกมือกดหว่างคิ้ว โอดครวญในคออย่างรับไม่ได้ โลกที่มีแต่คนถูกป้ายโมเสกตลอดตัวนี่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีชีวิตโดยไม่ได้ใส่แว่น ถ้าออกจากโลกนี้ไปได้ สิ่งแรกที่ฉันจะทำคือเช็คสายตา ถ้าสั้นขึ้นแม้แต่นิดเดียวล่ะก็บิ๊กอายเธอได้หลุดออกมาพร้อมคอร์เนีย ไอริส พิวพิ่ลและเรตินา[7]ของเธอแน่จ้ะแม่สาวน้อยคนเขียน...

โอ๊ะ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขู่เลยสักนิดนะ จริงๆ นะ
 
-----------
 
[1] ไตรภูมิกถา(และจักรวาลทีปนีของฮินดู)เขาว่ามีปลาอานนท์หนุนชมพูทวีปอยู่ล่ะ
[2] สมองล่อง = คนมีการศึกษาที่ไปทำงานให้ต่างประเทศ
[3] จากบล็อก http://stellargazer.exteen.com/20090507/0066-the-know-it-all ...เอ่อ ขอโทษที่ฉกมาโดยพลการครับ แต่ผมชอบนี่นา (//โดนตบ)
[4] กางเกงซับใน(ในที่นี้หมายถึง French knickers) ผลิตขึ้นตั้งแต่สมัยยุควิคตอเรียน แต่เพิ่งได้รับความนิยมในช่วง 1950
[5] คลิเช่ = พล็อต, สำนวนซ้ำซาก สำนวนไทยเรียกว่า "เฝือ"
[6] ปทะปรมะ = บัวเหล่าที่ 4 อยู่ในตม เป็นอาหารของปลาและเต่า...ดีกว่าไหลบัวเน่านิดนึง
[7] กระจกตา, ม่านตา, รูม่านตา, จอรับภาพ ตามลำดับ
 
------
ถึงจะบอกว่าเป็นนิยายติ่ง แต่ผมทำรีเสิร์ชข้อมูลอย่างกับจะทำวิทยานิพนธ์...เขียนนางสาวเอกอรให้ไม่เกรียน และเขียนนิยายติ่งให้ติ่งน่ะมันยากนะ (ฮา)
ศัพท์เทคนิคคำไหนไม่เข้าใจถามทิ้งไว้ได้นะครับ